แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ลามมาที่ตับ

ในที่สุดมันก็กลับมา
อย่างที่กลัว และกังวลมาตลอด หลังจากเป็นไข้มาเกือบ 1 เดือน
หลังจากค่ามะเร็งในเลือดสูงขึ้น จาก 17 เป็น 37.5
คุณหมอคเณศร์ไม่่บอกอะไรเลย จะไปพบก็ไม่ได้พบ เพราะไม่มีบัตรนัด ต้องเสียเงินไปเองถึงได้พบ
แล้วมาบอกเราว่า ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกังวล อาจจะไม่ได้เป็นอะไร หรืออาจจะกลับมาเป็นอกีครั้ง
จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร มันเป็นที่ไหนอีก จะได้รับรักษา มานั่งใจเย็น ว่าเราเป็นอาการของวัยทองอย่างที่คุณหมอบอกได้ยังไง
เราเป็นคนไม่สบาย เรากังวล หมอไม่ได้เจ็บปวดไปกับเรานี่ บอกแต่เราให้ไปวางแผนการดำเนินชีวิต
เป็นหมอที่ขัดใจเรามาก หลายครั้งแล้ว
ในที่สุดก็นัดให้เรามาตรวจเลือดใหม่อีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า เพื่อตัวค่า CA125 ว่ามันขึ้นจากเดิมหรือเปล่า
วันที่ 17 มีนาคม เราไปตรวจ พอมาตรวจ ก็ขึ้นจริง ๆ จากเดิม 37,5 มาเป็น 48.6
เราบอกว่า วันที่ 20 มีนาคม เรามีนัด Follow up กับหมอที่ศูนย์มะเร็งกรุงเทพฯ
หมอคเณศร์ ทำเรื่องสั่งให้เราไปทำ CT SCAN เอกซ์เรย์ปอด และตรวจเลือดเพิ่ม
แล้วให้เราเอาผลทั้งหมดไปที่ศูนย์มะเร็งเลย ให้ทางโน้นพิจารณาว่าเค้าจะรักษายังไง


อ้าว ยังไง ทำไมเป็นงั้น เรารักษาที่นี่มาตอด ที่โน่น คือ4เดือนถึงจะไปหาเค้าที คุณควรจะเป็นคนวินิจฉัยก่อน
ว่าเราเป็นอะไร CT ออกมามันเป็นที่ไหน ต้องรักษายังไงต่อ เราคิดว่า ที่นี่ควรจะเป็นคนวินิจฉัย
แต่นี่เค้าสั่งเสร็จ ก็ไม่อยู่แล้ว เราก็ไปนั่งรอทำ CT ทำทุกอย่าง นั่งรอผล
ได้มา แน่นอนก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ต้องมานั่งแปลภาษาหมอจากใบรายงานเล็ก ๆ ก็แปลได้ไม่มาก
เพราะเป็นศัพท์เพราะทางการแพทย์ แต่ก็รู้ว่ามีความผิดปกติที่ตับ

20 มีนาคม ไปศูนย์มะเร็งกรุงเทพฯ กับน้องสาวคนเล็ก ระหว่างเดินทางไป รถไฟฟ้าแอร์พอร์ลิงค์ ผู้คนแน่นมาก
จนเกือบอาเจียรบนรถ เป็นลม ดีนะมีคนมาด้วย ไม่งั้นคงเอาตัวไม่รอด ต้องมานั่งดมยาหอม อยู่ด้านนอกชานชลา
ดีขึ้นจึงเดินทางต่อได้ คุณหมอทางโน้นดูแล้ว เค้าบอกว่าเจอก้อนที่ตับฝั่งขวา ประมาณ 10 ซม ซึ่งถ้าหมอแนะนำ ก็คือให้ทำ คีโม
แต่ต้องให้ทางโรงพยาบาลต้นสังกัดส่งตัวมา หรือถ้าเค้าให้เองได้ ก็ไม่ต้องมาให้ทางนี้ก็ได้
ก็ต้องกลับมาอย่างผิดหวัง
เราว่าแล้ว หมอวิภารามต้องดูผลก่อน ค่อยส่งเรามา จะมาโยนให้คนอื่นรักษาได้ไง ก็ตัวเป็นเจ้าของไข้อยู่

กลับมาศูกร์ 22 มีนา โทรถามว่าคุณหมอบุญเลี้ยงมาไหมวันนี้้ พอบอกว่า ก็มาวิภาราม เพื่อพบหมอบุญเลี้ยงท่านเป็นหมอที่มีจรรยาบรรณสุด
ที่เคยเจอมา คงจะตัดสินใจช่วยเราได้ แต่ก็ต้องเสียใจอีกรอบ คุณหมอลากระทันหัน ได้เจอหมอพิรุณ จึงส่งตัวไปหาหมอนพดล ให้เคมี
เข็มที่หนึ่ง นัดให้ 23 มีนาคม

แค่นี้ก็โล่งใจแล้วว่าเราต้องรักษายัง ต้องทำยังไง ที่ผ่านมา เราเดรียดมาก

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

เป็นอะไรไปนะ .. กังวลจัง

วันนี้แม่โทรมาหา …
มีอาการแปลก ๆ อีกแล้ว มีไข้ต่ำ ๆ พอรำคาญ ๆ คือไม่ได้เป็นไข้ ปวดหัว มีน้ำมูก คัดจมูก เหมือนคนเป็นหวัดทั่วไป
อยู่ ๆ ก็มีไข้ พอหนาว ๆ เป็นเวลา ช่วงเช้าสัก 8-9 โมงเช้า แล้วก็ช่วงเย็น สัก 1-2 ทุ่ม
ถ้าไม่กินยา ก็จะมีไข้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็จะหายไปเอง
แต่ถ้ากินยาพารา ก็จะสัก 10-20 นาทีก็จะหาย แล้วก็ร้อนเหงื่อออกเยอะมาก จนต้องเปิดพัดลม
เป็นอย่างนี้ประมาณ สองอาทิตย์มาแล้ว
ตั้งแต่ไปหาหมอ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ คุณหมอคเณศร์บอกว่า เจอถ่ายทางทวารหนัก
ซึ่งมันไม่ควรจะมี เพราะผ่าตัดมาตั้งแต่มกราคม ปี 55 นี่ก็มีนา ปี 56 มันผ่านมาตั้งปีแล้ว จะไปมีถ่ายได้ยังไง
แต่คุณหมอบอกว่า ไม่เป็นอะไร ไม่มีปัญหา แต่ถ้ากังวลก็จะให้ไปสวนล้าง เราก็ถามว่าต้องเจอคุณหมอบุญเลี้ยงด้วยไหม กลัวมันติดเชื้อข้างใจ
คุณหมอบอกว่า ไม่ต้อง ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวไปสวนล้างก็หมดปัญหา
แล้วคุณหมอก็ทำเรื่องให้ไปสวนล้างที่ห้อง ICU
แต่พอไปถึง พยาบาล บุรุษพยาบาล พูดไม่รู้เรื่องเลยว่ามาทำอะไร ก็บอกไปแล้วว่า คุณหมอส่งตัวมาสวนล้างทวาร แต่มีถุงโครอสโตมี่ อยู่หน้าท้อง
ก็น่าจะเข้าใจว่าไม่ได้ถ่ายก้น ถ่ายหน้าท้อง มันก็จะมาสวนหน้าท้อง จะบ้าหรือ พูดไม่รู้เรื่องเลย ได้ยินพวกเค้าคุยกันว่า ต้องสวนด้วยเหลือ สวนทำไม อ้าว..ก็หมอสั่งมา (คิดในใจนะ)
พออธิบายไป ก็บอกว่า ก็จะใช้ยาสวนทวารเหมือนตามร้านขายยาทั่วไป (แต่อันใหญ่มาก) สวนเข้าไป เอาไปทำเองที่บ้านก็ได้


เราเบื่อมากกับพวกนี้ เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวเอาไปทำเอง เบิกยาให้หน่อยละกัน เค้าก็พูดดีขึ้น แล้วบอกจะเบิกยาให้
ก็สวนออกมาบ้าง ไม่ได้เป็นถ่ายก้อน ๆ แต่เป็นมูก ๆ เหมือนเลือดเก่า ๆ
แล้วก็ไม่มีออกมาอีก ตั้งแต่นั้นมาก็มีไข้ต่ำ ๆ ตลอด หรือว่าข้างในมันอีกเสบ มันต้องมีสาเหตุสิ
เรากังวล ก็ไปหาคุณหมอบุญเลี้ยง หมอศัลกรรมเกี่ยวกับลำไส้ แล้วเล่าอาการให้ฟัง ว่ามาตรวจกับคุณหมอคเณศร์ แล้วเจอถ่าย เป็นอันตรายไหม คุณหมอให้ไปสวนถ่าย แต่ทางห้อง ICU ไม่ทำให้ ให้ไปทำเอง เราก็คาดหวังว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ แต่คุณหมอบอกว่า ไม่เป็นไร มันจะไปมีได้ยังไง ก็เย็บปิดไว้แล้ว เราก็บอกว่ากลัวมันจะอักเสบ เรายังมีความหวังว่า จะได้เอาเข้าไปที่เดิม แต่คุณหมอก็พยายามพูดโอนเอน ไปทางว่า คนที่เป็นมะเร็งลำใส้ ที่ไม่สามารถเอากลับเข้าไปได้ ก็ต้องเย็บปิดทาวรด้านล่าง แล้วอยู่แบบนี้ไปได้อีกเป็นสิบ ๆ ปี ไม่พูดให้กำลังใจเลยว่า เราจะเอาเข้าที่เดิมได้ เศร้าใจมาก
แล้วที่มีไข้ มันผิดปกติไหม ก็ถามไป เพราะก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เราก็มีอาการแบบนี้ทุกเย็น เหมือนมันมีการอักเสบข้างใน ที่เรามองไม่เห็น ร่างกายก็จะแสดงความอ่อนแอออกมา เราว่ามันผิดปกติ คุณหมอบอกว่า ก็ไม่แปลก มีไข้ไม่มีน้ำมูกก็ไม่เห็นผิดปกติอะไร มีไข้ต่ำ ๆ แบบไม่ได้เป็นหวัดคัดจมูก เป็นเวลา เป็น ๆ หาย ๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่ดูลำใส้เรา ไม่ดูอะไรให้เราเลย นั่งกอดอก แล้วเล่าความให้เราฟัง เรากังวลจนถึงทุกวันนี้

เล่าให้แม่ฟัง คิดว่าแม่คงจะเป็นกังวล เพราะเมื่อวาน แม่โทรมาตั้งแต่ตอนตีห้า
บอกว่าฝันเห็นเรา ปกติแม่ไม่เคยฝัน แม่เป็นห่วง
อีกแล้ว... ทำให้แม่เป็นห่วงอีกแล้ว แม่โทรมาบอกว่า ไม่ให้กินไก่อีกนะ ให้เลิกไปเลย

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สุขสันต์วันแห่งความรัก



วันแห่งความรัก



เมื่อวานวันแห่งความรัก ผ่านมา 1 ปีแล้วสินะ ตั้งแต่ผ่าตัดมาครอบรอบ 1 ปีแล้ว ดีใจจังมีชิวิตอยู่มาได้ตั้ง 1 ปี ได้ทำอะไรเยอะแยะมากมายที่อยากทำ ได้กลับมาทำงานชีวิตมีคุณค่ามาก ปีที่แล้ว คุณมาหาเพราะเพิ่งผ่าตัดเสร็จกลับมาพักฟื้นที่คอนโด ตอนนอนอยู่โรงพยาบาล คุณไปเยี่ยมไม่เคยได้ดอกไม้จากคุณเลย จะว่าไปตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยได้ดอกไม้จากคุณเลย แต่ปีที่แล้ว เป็นปีแรกที่คุณให้ดอกไม่วันวาเลนไทน์ ได้มา 3 ดอก แดง 2 และขาว 1 คุณไม่พูดอะไร อยู่ ๆ ก็แวะมาแล้วยื่นให้ แคนี้ก็เป็นกำลังใจแล้ว ปีนี้ คุณเดินมาหาแล้วบอกว่า “สุขสันต์วันวาเลนไทน์” แล้วก็เดินจากไป เวลาผ่านไป 1 ปี อะไร ๆ เกิดขึ้นกับเราสองคนเยอะ ความห่างเหิน เฉยชา เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เคยพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ และ ฉัน ก็เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว กำลังทำใจที่จะออกไปอยู่คนเดียวได้แล้ว ..



เมื่อวานคุณมาหาที่คอนโด โดยไม่โทรมาหาก่อนเหมือนทุกครั้ง อยู่ ๆ ก็มาเคาะประตู แล้วมีของติดไม่ติดมือมาเต็ม แตงโมลูกโต ไอศครีมกระทิที่ฉันชอบ และไอศครีมเผือกที่คุณชอบ ปลาช่อนเผาเกลือตัวใหญ่ และดอกกุหลายสีขาว 1 ดอก แล้วคุณก็ยื่นให้ เรียกน้อง ๆ มากินด้วยกัน กินเสร็จนั่งดูทีวีสักพักคุณก็กลับ ฉันยังไม่มีโอกาศกอดขอบคุณคุณเหมือนทุกปี เพราะน้อง ๆ อยู่กันครบ เราไม่ได้อยู่กันตามลำพัง แต่ก็กล่าวขอบคุณออกไป แล้วลงมาส่งคุณ แล้วที่ผ่านมา มันคืออะไร ที่ห่างเหินมันคืออะไร หรือคุณมาเพราะอะไร คุณยังรักฉันอยู่เหรอ ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจเอาซะเลย ความจริงคืออะไร ช่วยบอกที

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

สะพานแห่งการเปลี่ยนแปลง

ปีใหม่ที่ผ่านมาได้กลับไปทำบุญ ที่บ้านโคราช
รู้สึกอิ่มใจที่ได้ทำ รู้สึกดี เพราะตั้งใจว่า ถ้าหายเดินได้ นั่งได้ มีต้งค์สักนิด จะนัดกับน้อง ๆ พ่อกับแม่ ว่า เราจะกลับไปทำบุญกัน
แล้วความปรารถนานั้นก็เป็นผล ปีนี้ได้โบนัสกันพอสมควร มีตังค์ทำบุญแล้ว เราก็หายเดินได้ กินได้ เป็นบุญแท้ ๆ
ถึงแม้คุณหมอจะไม่เคยบอกว่าเราจะหายเป็นปกติ ถึงแม้เราจะยังหอบลำไส้ไปไหนมาไหน ไม่เหมือนคนปกติทั่วไป
แต่เท่าที่เป็นทุกวันนี้ เราถือว่า เรามีบุญมากแล้ว ที่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ อย่างมีสติ
ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้พ่อกับแม่มีความสุข เท่าที่จะทำได้
ทำงานให้เหมาะสมที่สุดกับนายจ้างที่ดีกับเราเหลือเกิน ให้โอกาส และรอเราจากคนเป็นมะเร็งระยะ 4
ให้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ยังเหลือเก้าอี้ไว้ให้ ขอบคุณมาก ๆ จริง ๆ



เย็นวันที่ 29 แม่ไปนอนด้วยที่บ้าน แม่คิดว่าเราคงจะเหงา ที่อยู่คนเดียว ที่บ้านหลั้งไม่เล็กไม่ใหญ่
เลยไปนอนเป็นเพื่อน เราได้นอนคุยกัน อากาศเย็นมาก ต้องนอนคุมโปง ผ้าห่าผืนหนา ๆ
หลังจากนวดขาให้แม่แล้ว เราก็ปรึกษาเรื่องเมนูที่จะทำเลี้ยงพระ เลี้ยงแขกในวันที่ 31
แล้วก็วกกลับมาคุยเรื่องน้องสาวคนกลาง ที่เค้าพูดว่าจะแต่งงาน เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เห็นดีด้วย น้องสาวจะออกเรือนแล้ว
แล้วอยู่ ๆ แม่ก็พูดว่า “มนต์ไม่ต้องเสียใจนะลูก มนต์ลูกแม่เป็นคนดี ไม่เคยทำให้พ่อกับแม่เสียใจ ทำดีมาตลอด
ถึงไม่ได้แต่งงานก็ไม่เป็นไร น้อง ๆ ทุกคนแม่สั่งไว้แล้ว ไม่ให้ใครทิ้งพี่ มนต์เป็นคนดีของพ่อกับแม่และครอบครัว ใครมันตาบอดไม่เห็น
ก็ปล่อยมันไป เค้าไม่ใช่ไม่มีเงิน เงินก็มีเก็บ ทองที่ใส่มาทั้งสร้อย แหวน กำไลมือ เส้นใหญ่เบ้อเล่อ ถ้าจะแต่งทำไมจะทำไม่ได้”
เราได้ฟังน้ำตาไหลพราก ..ออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เรารู้ตัวดี แต่เราไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราวสักที กลั้นเสียงไว้ กลัวแม่จะได้ยินว่าเราร้องให้ แม่มองไม่เห็น เพราะเราปิดไฟนอนกันแล้ว สักพักเราบังคับตัวเองได้แล้ว จึงบอกแม่ไปว่า
“มันอยู่ที่ใจของเขา ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ถ้าเค้ารักลูกสาวแม่สักนิด ถึงจะมีมากไม่มาก ถ้าจะมาสู่ขอกันจริง ๆ
ก็มาได้ตั้งนานแล้ว แต่เขาพลัดวันประกันพรุ่งมาตั้งหลายปี เพราะเขาไม่ได้รักเรา มนต์เข้าใจดี แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก
เราบังคับใครมารักเราไม่ได้ ดีให้ตายแค่ไหน ถ้าเขาไม่ได้รัก มันก็คือไม่รัก แม่อย่าไปเคืองเขาเลย”
ระหว่างที่บอกแม่ไป น้ำตายังไหล บอกแม่ไปว่าไม่เสียใจ ทำใจได้แล้ว ยอมรับได้แล้ว แต่มันยังร้องให้ออกมาตลอด



เขาก็ยังไปมาหาสู่เหมือนเดิม ยังโทรหาทุก ๆ 2 วัน ยังมาหาอาทิตย์ละวัน ยังเจอหน้ากันทุกวันที่ทำงาน ยังพูดคุยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกเราไม่เหมือนเดิม เราพยายามตัดเขาออกไป พยายามไม่คิดถึง พยายามอยู่คนเดียว ไม่มีน้อง ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเขาเราจะพยายามอยู่ให้ได้ วันเดินทางกลับบ้านปีใหม่ คุณก็แวะไปหาที่บ้าน เอาของขวัญไปหวัดดีพ่อกับแม่ เหมือนเดิม เราก็มีของฝากไปให้พ่อกับแม่คุณเหมือนเดิมวันกลับมาทำงาน คุณก็แวะมารับที่บ้าน มาพร้อมกัน เล่าเรื่องราว ทางบ้านคุณให้ฟัง เรื่องมรดกคุณ เรื่องปัญหาของคุณ บางครั้งคุณก็ยังดูเป็นห่วง รถเบรคแรง เราหลับตาอยู่ คุณก็เอามือกันไว้ ไม่ให้หัวไปโดนด้านหน้า แต่พอกลับมาทำหน้าที่ของแต่ละคน คนก็ยังเฉยชา เหมือนเดิม


วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สองแรกผลัก กับอีกหนึ่งใจบวก


เรื่องราวของเรามันนานมากมาย จนไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของความคิด ในครั้งนี้ กลับมาทำงานได้ 3 เดือนเต็ม ๆ แล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองมีค่า ไม่ได้นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฉย ๆ เหมือนที่ผ่านมา อาการตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากกินอะไรก็อร่อย อ้วนขึ้น ๆ ตลอดเวลา จนเกือบจะเท่าเดิมอยู่แล้ว กำลังใจก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรหดหายไป ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังมีกำลังใจที่จะอยู่ในโลกใบนี้อีกนานทีเดียว


จนเมื่อวานนี้ ได้คุยอย่างเปิดอกกับน้องสาวคนเล็ก เค้าเล่าให้ฟังว่า กลับไปบ้าน แม่ถามข่าวถึงคุณ ว่ามาบ่อยมั๊ย .. เป็นยังไงบ้าง ทำให้รู้ว่า ลึก ๆ แม่ยังเป็นห่วงอยู่ ยังเป็นห่วงหัวใจของลูกสาวคนนี้ ก็เลยบอกกับน้องสาวไปว่า รู้..และเข้าใจ ทุกวันนี้เข้าใจดีว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่จะให้ใครมาถามถึง มาหา คนไม่มีอนาคตอย่างเรา แค่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากมายแล้ว ไม่หวังอะไรที่สวยงาม สวยหรู ไปกว่านี้หรอก คุณก็ยังโทรมาหาทุก ๆ สองวัน มาหาทุกอาทิตย์ แต่ก็รู้อีกนั่นแหละว่า โทรมาเพราะต้องโทรมา ไม่ได้โทรมาเพราะคิดถึง เพราะเป็นห่วง เพราะอยากได้ยินเสียง หรือ เพราะรัก คุณก็โทรมางั้น ๆ แหละ แต่คุณโทรมาหา เราก็คุยกันปกติ เหมือนเพื่อน เหมือนคนสนิทกันมาก่อน ก็โทรมาหากัน ก็แค่นั้น ไม่ได้มี่แววหวาน หรือแสดงความรู้สึกมากไปกว่านี้ รู้ ..ไม่ใช้ไม่รู้ แต่จะไปบอกคุณว่า ไม่ต้องโทรมาหาหรอก ก็ไม่อยากจะพูด กลัวจะเสียน้ำใจ ในนาทีนี้ มีคนรู้สึกด้านบวกด้วย ดีว่าด้านลบ อยากให้คนจดจำตัวเรา ณ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ในสิ่งที่ดี ๆ ของเรา มากว่าสิ่งที่ไม่ดี ก็เลยปล่อยเลยตามเลย โทรมา..ก็คุย แต่ใจ..ปวดร้าว อยากปลดปล่อย อยากหนีจากสภาพแวดล้อมนี้ แต่ก็ต้องทนไปก่อน จนกว่าจะหาทางออกที่ดีกว่านีน้ หรือจนกว่าเราจะจากโลกนี้ไปแล้ว



คุณมาหาทุกอาทิตย์ วันอาทิตย์หลังจากคุณไปทำงาน ไปลั่นล้า ไปหาสาว หรือไปอะไรของคุณ ตอนเย็น คุณก็จะมาหา มากินข้าวด้วยกันกับน้อง ๆ คุยนิดหน่อย กินอิ่มคุณก็กลับ อันนี้ก็รู้..รู้ว่ามาเพราะหน้าที่ ไม่ได้มาเพราะคิดถึง อยากมา อยากเห็นหน้า แต่มาเพราะว่าต้องมา เหมือนคุณบังคับตัวเองไว้ว่าต้องมา ใจก็อยากจะบอกคุณว่า ไม่ต้องลำบากมาหรอก ถ้ายุ่งมาก ไม่ว่าง ก็ไม่ต้องมา เพราะเรากินข้าวคนเดียวได้ อยู่กับตัวเองได้ แต่ก็ไม่กล้าบอกออกไป กลัวคุณจะพูดออกมาว่า คนตั้งใจมาหาแต่มาพูดจาไม่ดีด้วย กลัวคุณจะเสียใจ เพราะเราต้องเจอกันทุกวัน และเราก็ไม่ได้เกลียดขี้หน้ากันเลยสักนิด ในบางแง่มุม คุณอาจจะมีความรู้สึกดี ๆ มาหาก็ได้ ซึ่งแน่นอน เราดีใจ เราปลื้มใจดีใจทุกครั้งที่คุณโทรมาหา ที่เจอหน้าคุณ ที่เห็นคุณยิ้มแย้ม และที่เห็นคุณยังไม่มีใครใหม่
แม่เคยบอกเราตั้งนานแล้ว ตั้งแต่แม่เจอคุณ ตอนคุณไปส่งที่บ้าน แม่บอกว่า คุณไม่ได้ให้รักใคร่ชอบพออะไรเราหรอก เป็นเพื่อนคุยกันมากกว่า ในสายตาแม่ แม่มองคนเก่งอยู่แล้ว แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน แต่ ณ ตอนที่แม่บอก คุณกลับพูดอีกอย่างหนึ่งกับฉัน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เคยคุยกันในเรื่องแต่งงาน บอกคุณว่า แม่ถามถึง เมื่อไหร่จะลงเอยกัน ก็ถามคุณว่าจะให้บอกแม่ว่ายังไง คุณก็บอกว่าบอกแม่ไปเลย แม่จะเอาสินสอดเท่าไหร่ ขอเวลาอีก 2 ปี จนเวลาล่วงเลยมาปีที่ 4 แล้ว คุณก็ยังเงียบ เราก็ไม่เคยถามอะไรคุณอีกเลย เพราะเรารู้คำตอบแล้ว ว่าไม่มีวันนั้นแน่นอน เมื่อปีใหม่ปีที่แล้ว เดินทางกลับบ้านพร้อมกัน ตอนนั้นฉันยังไม่สบายมาก ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ระหว่างนั่งรถกลับด้วยกัน คุณบอกว่า “ปีนี้พี่เก็บเงินไม่ได้เลย รักษาตัวเองหมด เอาไว้ก่อนเน๊อะ” ฉันบอกคุณไปว่า ไม่เป็นไร คุณไม่สบายเอาชีวิตเราไว้ก่อน ตังค์ค่อยเก็บทีหลังก็ได้ ขอให้เราสบายดี สุขภาพดี ค่อยหาใหม่ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราพูดเรื่องนี้กัน ถึงฉันจะเป็นโรคร้าย จะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ ณ ขณะที่ยังหายใจได้เองอยู่ ยอมรับว่า ยังหวังว่าเราจะได้แต่งงานกัน แต่ตอนนี้ ไม่เหลือความหวังนั้นแล้ว แม่เตือนมา น้องสาวเตือนมา สองแรงผลัก กับอีก 1 ใจของฉันที่อ่อนแรงลงผลักดัน อะไร ๆ ที่เคยเพ้อฝัน เริ่มจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงแล้ว .. เศร้าใจจัง เสียดายเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ของคุณสำหรับที่ผ่านมาเช่นกัน เราไม่เข้มเข็งเอง เรายังทำใจไม่ได้ ถ้าจะอยู่ด้วยกัน ด้วยใจที่ไม่ได้รัก..การรักใครข้างเดียว มันเจ็บอย่างนี้นี่เอง

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ให้ยาเคมี (คีโม) เข็มที่หก (สุดท้ายแล้ว)

เดินทางจากโคราชไปกรุงเทพฯวันเสาร์ที่ 21 ตามหมอนัด พ่อออกมาส่งที่ปากทาง แต่เกิดเหตุว่า อยู่ ๆ มอเตอร์ไซค์ก็ ส่ายไปมานิด ๆ เราถามพ่อว่ามันเป็นอะไร พ่อบอกว่าน่าจะลมยางมีปัญหา แต่พ่อก็พามาถึงปากทางจนได้ เราก็นั่งรอรถตู้ พอมาดู ปรากฏว่าลมยางไม่มีเลย น่าจะยางรั่ว ใจไม่ค่อยดีแล้ว วันนี้ต้องมีอะไรผิดแผนแน่ ๆ ไปถึงกรุงเทพฯ ห้าโมงครึ่ง นัดกับน้องพรว่าจะไปตัดชุดที่ร้านตัดเสื้อตรงข้ามซีคอนก่อน เลยขึ้นรถแทกซี่ไปรอที่ซีคอน ให้น้องพรเอาผ้าฟอร์มตามไปเจอกันที่นั้น แล้วนั่งวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปร้านตัดเสื้อ หมดตังค์อีกแล้ว เสื้อสูท 1 ตัว กางเกง 2 ตัว เสื้อใส่ต้วใน 2 ตัว หมดประมาณ 2400 บาท (ประมาณนะ) แล้วกลับมาหาอะไรกินที่ซีคอน เห็นเค้ามีงานใบตองครองเมือง ก็เลยแวะไปของกินมากมาย ซื้อข้าวห่อใบบัวไปสองห่อ เผื่อไปกินตอนเย็นตอนนอนที่โรงพยาบาล ผัดหมี่กระทิ 1 ห่อ บ่ายสองหน่อย ๆ ก็เดินทางไปโรงพยาบาล เพราะหมอนัด 3 โมงเย็น แต่ไม่รีบเลยนั่งสองแถวไปคนละ 7 บาท ไปถึงก็ไปเจาะเลือดก่อน พอไปนั่งรอ มีพยาบาลมาบอกว่า คุณหมอโทรมาแจ้งว่าจะเข้ามาประมาณ 5 โมงเย็น ตายห่า... เหลือเวลาตั้ง 2 ชั่วโมงจะนั่งตูดบานแล้ว เลยชวนน้องไปชอปปิ้งที่ Max value ต่อ ไปได้หนังสือนิยายมา 2 เล่มเพื่อนอนอ่านคืนนี้ อุปกรณ์ทำความสะอาดแผล ขนม ของใช้ เหมือนคนไม่ได้เป็นมะเร็งเลย ทั้งที่เค้าห้ามไปเดินห้างเพราะกลัวติดเชื้อ แต่เราประมาท คิดว่าตัวเองแข็งแรงพอ คงไม่ติดเชื้อง่าย ๆ ฮ่าๆๆๆ แล้วกลับกลับมาตอนสี่โมงครึ่งหมอมา ห้าโมงพอดีเป๊ะๆๆๆ ได้คุยกับหมอคนเกือบท้าย ๆ คุณหมอก็บอกว่า “เลือดปกติดี ครั้งสุดท้ายแล้วนะ สู้ๆ ๆ บอกว่าการให้ยาเคมีคือการป้องกันไม่ให้เชื้อมะเร็งกระจายหากมีเชื้อเหลืออยู่ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก คุณหมอเป็นแค่คนให้ยาเคมี ส่วนแนวทางการปฏิบ้ติตัวยังไง หมอคนเชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งสูติ จะอธิบายให้ฟังอีกครั้ง เดี๋ยวหมอจะนัดหมายให้คุยในครั้งหน้า ทุกอย่างโอเคแล้วนะของคุณ สบายใจได้ “ จากนั้นก็ออกมานั้งรอพยาบาลจัดคิวให้ แต่ก็จนได้ พยาบาลเอามาให้แค่ใบนัดให้มาอีกทีวันพรุ่งนี้ เนื่องจากวันนี้ห้องพักผู้ป่วยเต็ม ว่าแล้ว...มันต้องมีอะไรผิดแผนสิ เมื่อเช้ามันติดใจอยู่ตงิด ๆ จึงเดินทางกลับมาคอนโด นอนเอาแรง


วันที่ 22 ไปที่ซีคอนก่อน ไปนัดเจอน้องอีกคนแต่เค้าเลื่อนนัด เลยไปหาอะไรกินชิว ๆ แล้วก็ได้วิกผมมาใหม่ แทนตัวเก่าที่เน่าไปแล้ว เพราะไปตัด ไปเล็ม ไปสระ ทำความสะอาดผิดวิธี แล้วมาโรงพยาบาลอีกครั้ง ได้นอนห้อง 917 เห็นแวบแรก ห้องนี้ใหม่มาก เหมือนเพิ่งปรับปรุงใหม่ ยังมีกลิ่นสีอยู่เลย แอร์ก็เย็นดี ห้องดูสะอาดพื้นสะอาด ห้องน้ำกว้าง แต่... ไม่มีโซฟาให้ญาติผู้ป่วยนั่งเลย มีแต่เตียงคนไข้ ห้องน้ำกว้างก็จริง แต่ไม่ได้แยกส่วนอาบน้ำกับโถสุขภันฑ์เหมือนห้องอื่นที่เคยอยู่ ที่สำคัญ ฝักบัวอาบน้ำ เปิดได้แต่น้ำร้อน น้ำเย็นเปิดไม่ได้ ตายแล้ว.. ใครจะอาบน้ำได้ มันก็ร้อนตายสิ หกโมงให้พรกลับไปพักผ่อน เพราะตะลอน ๆ มาทั้งวันแล้ว เราบอกว่าอยู่ได้ คนเดียวไม่กลัวอะไร (แต่จริง ๆ กลัววววว) พอน้องกลับไปก็ไปอาบน้ำแบบร้อนนิด ๆ แล้วเอาน้ำเย็นจากก๊อกล้างหน้าใส่แก้วไปอาบ (อนาถาไปไหม) เปลี่ยนเป็นชุดคนป่วย กินข้าว แล้วนอนรอๆๆๆๆ ต่อไป คุณโทรมาว่าอยู่ห้องไหน กำลังเดินทางไป ก็เลยบอกคุณว่ามันไม่มีโซฟาให้แขกนอน พี่ไม่ต้องมาก็ได้ เค้าอยู่ได้ คุณบอกจะไปเยี่ยมเดี๋ยวว่ากันอีกที .. สองทุ่มคุณมาถึง พร้อมผัดไทย 1 ห่อ นมสองกล่อง ปัง เว้ย เฮ้ย 3 อัน ฉันจะหลับอยู่แล้ว...แล้วคุณก็บอกว่าจะนอนข้างล่างก็ได้ เลยบอกไม่เป็นไร พี่ไม่สบายตัว ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานอีก เค้าอยู่ได้จริง ๆ คุณลังเลนิดหน่อย ก็ถามย้ำว่าอยู่ได้แน่นะ แน่..เค้าอยู่ได้ ห้องนี้มันไม่ค่อยน่ากลัว พอกินอะไรเสร็จ คุณก็กลับ บอกว่าพรุ่งนี้จะโทรหา แต่คงไม่ได้ไปหาที่คอนโด เพราะเดี๋ยวจะได้พักผ่อน พี่ไม่อยากไปกวน ก็ได้ตามสบายพี่ละกัน แล้วคุณก็มากอด เอียงแก้มมาให้หอม แล้วตบหลังปลอบใจว่าครั้งสุดท้ายแล้ว จะหายแล้ว ..




วันที่ 23 พยาบาลมาเจาะเส้นตอนสิบโมงเช้า สิบเอ็ดโมงก็ได้เริ่มให้ยาแล้ว ครั้งนี้เร็วมาก
เช้าวันนี้เป็นข้าวต้มหมูกับเนสวีต้าซองมา ไม่ค่อยเวิร์คแฮะ ดีนะที่มีขนมที่น้องพรซื้อให้ไว้ แล้วก็ข้าวห่อใบบัวที่ซื้อมาเมื่อวานอีก 1 อัน แต่กินไม่หมดหรอก แต่ก็ดีกว่าข้าวต้มหมู เนสวีต้าไม่กินเพราะไม่ชอบ เก็บมาให้แป๊ะซะแล้ว ตอนเที่ยงเค้ามีข้าวผัดปู น้ำซุป แล้วก็ถั่วเขียวต้มน้ำตาลมา ค่อยยังชั่วหน่อย กระปุกแรกหมดตอนบ่ายสองโมงครี่ง แล้วเริ่มกระปุกสอง เสร็จประมาณสามโมงนิด ๆ ก็กลับบ้านได้ มารับยาแล้วมาเซ้นต์ค่าใช้จ่าย ครั้งนี้หมด 75000 กว่า ๆ จำตัวเลยเต็ม ๆ ไม่ได้ เดินออกมาหาซื้อกับข้าวไปให้น้อง เพราะเค้าทำงานกัน ไม่มีแรงจะทำกับข้าวให้ใครกินแล้ว ได้น้ำพริกกระบิ ผักสด แล้วก็หมูปิ้งไปให้ พอดีน้องเขยเล็กเค้ามาจากบ้าน แม่ฝากแกงส้มมะละกอ ห่อหมกหน่อไม้ มาให้ก็เลยให้น้องคนกลางหุงข้าวให้ เราก็ไปอาบน้ำจะนอน มันเพลียๆ คุณโทรมาตอนทุ่มครึ่ง ถามอาการ แล้วก็บอกว่าไม่ได้มาหานะ อยากให้พักผ่อน พี่จะเจียวไข่กินที่ห้องนี่แหละ

วันที่ 24 ก็เดินทางกลับมาโคราช เที่ยวหกโมงเช้าถึงโคราชสามโมงสี่สิบห้า เร็วมาก ๆ โทรบอกพ่อมารับ ซื้อข้าวหลามมาฝากแม่และย่า ก็มานอนๆๆๆๆ เอาแรง



วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ให้ยาเคมี (คีโม) เข็มที่ห้า

เกือบถึงเส้นชัยแล้ว
ไม่น่าเชื่อฉันจะผานจุดนั้นมาได้ขนาดนี้...



เดินทางเข้ากรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2555 คุณหมอนัดสามโมงเย็น ก็ภาวนาตั้งแต่ออกจากบ้าน ขอให้วันนี้ผ่านไปด้วยดี ขอให้ได้นอนโรงพยาบาลเพื่อรับยาตามกำหนด ให้เป็นไปตามแผน จะได้จบการให้ยาเร็ว ๆ เดินทางไปรถตู้ปักธงชัย วังน้ำเขียว กรุงเทพ ไปคนเดียว ขึ้นรถหกโมงเช้า ถึงกรุงเทพฯ สิบเอ็ดโมงครึ่ง ขึ้น BTS จากอนุสาวรีย์ มาต่อ Aport Link มาพัฒนากร วันนี้นัดน้องเอ๋ว่าจะไปพบกัน จะไปหาอะไรกินกันที่ซีคอน ไปหาหนังสืออ่าน ไปเอาโคนันเล่ม 70 เพราะน้องเอ๋บอกว่าออกใหม่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เจอกับน้องเอ๋ เพราะติดธุระที่พาราไดซ์ เลยเดินทางมาหาหมอที่วิภาราม น้องเครือมาเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาล แล้วก็เป็นไปตามที่ภาวนา คุณหมอบอกว่าแข็งแรงดี เลือดผ่าน มีแต่คนอื่นรับยาแล้วเค้าผอมกินไม่ได้ เราอ้วนขึ้น ๆๆๆ เพราะเรากินได้ปกติ ไม่คลื่นใส้อาเจียน มีไม่อยากอาหารอยู่นิดหน่อย แต่ก็กินได้ ไม่ถึงขนาดเบื่ออาหาร ตอนเย็นประมาณสองทุ่มน้องเครือกลับไปพักผ่อนที่คอนโด คุณมานอนเป็นเพื่อนเช่นเคย ซื้อผัดไทยไม่ใส่เต้าหู้เหมือนที่อยากกินมาฝาก ปังเว้ยเฮ้ยลูกเกดอีกชิ้นใหญ่ น้ำแร่สองขวด มาถึงคุณยังไม่วางถุงของกินเลย ตรงเข้ามากอด แล้วยื่นแก้มให้เราหอม คุณแสดงออกมาแบบไม่เขินเลย เราซะอีกที่เขิล หกโมงเช้าคุณก็กลับไปเตรียมตัวไปทำงาน คุณก็เดินมาที่เตียงบอกว่า พี่จะกลับแล้วนะ เข้ามากอดแล้วยื่นแก้มให้หอม แล้วบอกว่าเย็นนี้จะไปหาหลังเลิกงาน รับยาวันที่ 1 กรกฏาคม ตอนเที่ยง ได้ออกจากโรงพยาบาลตอนสี่โมงเย็น น้องนุ่น น้องเครือ มาอยู่เป็นเพื่อน ชวนคุย กลับคอนโดนอน 1 คืน อาการเริ่มมา อ่อนเพลียตามกล้ามเนื้อ อยากแต่จะนอน กลางคืนนอนไม่ได้ ต้องกินยาแก้ปวดไปสองเม็ด เริ่มปวดตั้งแต่คืนแรกเลย ทั้งที่เข็มที่ผ่านมาไม่เคยเป็น แสดงว่ายาเก่ามีการสะสมในร่างการเยอะแล้ว แต่ไม่เป็นไร เข็มห้าแล้ว เหลือเข็มเดียว ก็จะถึงเส้นชัยแล้ว วันนี้เดินทางกลับโคราช ตีห้าออกจากคอนโด มาขึ้นรถตู้เหมือนเคย กินยาแก้คัน กับยาแก้ปวด มาก่อนแล้ว กลัวไม่ไหว เพราะเดินทางคนเดียว เช่นเคย ง่วงนอนมาก แต่ขอเค้านั่งด้านหน้าข้างคนขับ เพราะไม่อยากปะปนกับคนด้านหลัง คนขับก็ชวนคุยจนถึงโคราช จนไมได้นอนสักตื่นเลย เค้าแวะปั๊มน้ำมันเติมกาซ เราก็เข้าเซเว่นหาของกินมาตุนไว้ในตู้เย็น แวะซื้อของทุกปั๊มจนหนักไปเลย จะได้ไม่ต้องไปหาอะไรกินเวลาหิว กลับมาถึงบ้านคุยกับพ่อกับแม่สักพัก ก็ขอตัวกลับมานอนที่บ้าน อาบน้ำ หลับจากบ่ายสองโมงจอนเกือบห้าโมงเย็น หลับลึกมาก ขนาดเสียงมือถือดังอยู่ข้างหูยังไม่ตื่นเลย ตื่นขึ้นมาค่อยดีขึ้นหน่อย เดินไปบ้านแม่ แม่ทำกับข้าวไว้แล้ว ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิไม่เผ็ดมาก ไข่เจียวชะอม แกงสับปะรดใส่หมู เราอุ่นข้าวแล้วไปล้างจาน กวาดครัวที่แม่ทำรกไว้ เอาน้ำลงตุ่มให้เย็มเดี๋ยวฝนตกลงมาจะได้มีที่ใส่น้ำฝนไว้กิน แล้วก็กลับมานอนต่อ คงจะผ่านไปด้วยดีนะ ขอให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเรา มีความสุข แบบนี้ตลอดไป

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ให้ยาเคมี (คีโม) เข็มที่สี่

เข็มนี้สภาพร่างกายไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ คุณหมอนัดวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อไปตรวจเลือด และเข้าไป Admid นอนโรงพยาบาล ก็ได้เข้านอนโรงพยาบาลตามกำหนด เย็นวันเสาร์ที่ 9 ก็ได้เข้านอนห้อง 920 เตียง 1 น้องสาวคนเล็กเป็นคนพาไป ใจจริงไม่อยากให้เขาวุ่นวาย หรือยุ่งยากกับเราเลย เกรงใจมาก แค่นี้ก็รู้สึกเกรงใจมากๆ แล้ว เราเป็นภาระให้คนอื่น ต้องกลับมาอยู่บ้านอาศัยพ่อแม่กินไปวัน ๆ แค่นี้ก็รู้สึกแย่แล้ว แย่มาก ๆ เลย มีคนนอนเตียงข้าง ๆ ด้วยวันนี้ เป็นคุณป้าท่านนึ่ง เป็นมะเร็งเต้านม มีน้องสาวมานอนเป็นเพื่อน ป้าโดนส่งตัวมาจาก วิภารามปากเกร็ด มาให้คีโมที่นี่ ป้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ว่าต้องนอนโรงพยาบาล ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ต้องให้ยาแบบไหน จึงแนะนำไป ไม่ให้ป้ากลัว เพราะเข้าใจ เข็มแรกเราจะกลัว กลางคืนคุณมานอนเป็นเพื่อนเหมือนเคย เอาใบรายงานมาเขียนตั้งเบิกในประกันด้วย คุณแสดงออกถึงความห่วงใย เอาใจใส่กว่าทุกครั้ง ทำให้ฉันรู้สึกดีว่ายังมีคนห่วงใย และก็ทำให้เคยตัวด้วย เพราะในขณะที่ฉันจะต้องอยู่คนเดียวในอนาคต พอมีคุณมาดูแล เอาใจใส่ แต่ไม่มีคำพูดที่บอกว่า คุณจะดูแลไปถึงวันไหน เมื่อไหร่ แค่วันนี้มีคุณก็เท่านั้น พอจะต้องได้อยู่คนเดียว ถึงเวลานั้นจริง ๆ ฉันจะทำใจได้อย่างไร เข้าใจคำพูดที่บอกว่า “ อย่าทำดีกับฉัน หากวันข้างหน้าคุณไม่ได้อยู่ด้วย “ ตอนแรกคิดว่าเป็นคำพูดที่ถือดี มีคนทำดีด้วย ทำไมบอกเค้าว่าอย่ามาทำดีด้วย แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว เพราะเรารักเขา.. แต่เขาไม่รู้ยังไงนั่นเอง พี่อรุณรัตน์ พยาบาลเอายามาให้วันอาทิตย์ตอนเที่ยงครึ่ง เริ่มให้ยาจริง ๆ บ่ายโมงเครึ่ง กว่าจะจบก็เกือบหกโมงเย็น น้องสาวคนเล็ก และ น้องเครือ มารอรับกลับบ้าน นอนที่คอนโดหนึ่งคืนวันรุ่งขึ้น วันที่ 11 ก็เดินทางกลับ ถึงโคราชตอนสิบโมงครึ่ง ให้พ่อออกมารับ เริ่มมีอาการปวดเมื่อยและเพลียตามร่างกายแล้ว ต่อมาก็มีอาการท้องผูกรุนแรงกว่าทุกครั้ง กินยาระบายมา 6 เม็ดแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น รู้สึกระบบขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิม อาการคันตามร่างการหนักกว่าทุกครั้ง ต้องกินยาทุก ๆ 6 ชั่วโมง กินแล้วก็จะนอน นอนมาราธอนมาก นอนทั้งวันจนไม่ไปเจอหน้าใคร เช้านี้ 17 มิถุนายน อาการดีขึ้นมากแล้ว มีอาการชาตามมือตามเท้า นักขึ้น ปวดไม่มากเพราะกินยาก่อนที่จะปวดทุก ๆ 6 ชั่วโมง คันทุเลาเบาบางลง ถือว่าโดยรวมไม่เป็นอะไรมากเลยก็ว่าได้ โชคดีจริงๆ

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ให้ยาเคมี (คีโม) เข็มที่สาม

19 พฤษภาคม 2555 ครึ่งทางแล้ว วันนี้จะผ่านไปได้ครึ่งทางแล้ว คุณหมอนัดเข็มที่สาม ก็เดินทางออกจากบ้านตอนหกโมงเช้า เพื่อไปพักที่คอนโดก่อนจะไปพบหมอตอนสามโมงเย็น เอาถัวฟักยาวที่พ่อปลูกเองมาฝากน้อง ๆ แกงขี้เหล็กฝีมือแม่ ไม่มีสารพิษ มะม่วงโชคอนันต์ที่แข็งๆ มาฝากน้อง ๆ และคุณ ถึงคอนโดเที่ยง เอาหนังสือนิยายที่อ่านจบแล้วมาขายต่อ ไม่อยากเก็บเพราะมันเยอะเกินไป ถึงก็นอนพักก่อนเพราะเหนื่อยกับการเดินทาง บ่ายสองโมงก็เดินทางไปโรงพยาบาล น้องคนเล็กไปเป็นเพื่อน จนบ่ายสามโมงสี่สิบคุณหมอมา ก็ได้เข้าพบ คุณหมอก็นัดให้ยาได้เลย เลือดไม่มีปัญหา นั่งรอพยาบาลออกมานัด Admid แต่พยาบาลบอกว่า มีปัญหาเรื่องยา ให้มาใหม่วันพรุ่งนี้ตอนสามโมงเช้า นัดนอนโรงพยาบาลเลย เราก็เลยกลับไปนอนคอนโด ตอนเดินทางกลับมีสายโทรเข้ามา 3 สายแต่ไม่ได้ยินเลยไม่ได้รับ และไม่ได้โทรกลับเพราะไม่รู้ว่าใครโทรมา เดี๋ยวเค้าคงโทรมาใหม่ ก็ไม่มีใครโทรมา คุณก็แวะมากินข้าวด้วย ตอนสองทุ่มเหมือนเคย รุ่งขึ้นสองโมงครึ่งเดินทางไปโรงพยาบาล เดินทางไปคนเดียว เพราะแค่นอนเฉยๆ ยังไม่ได้ให้ยาแน่ ๆ น้องคนเล็กจะไปขายหนังสือให้ แต่พอไปพยาบาลมาบอกว่า เลื่อนนัดไปเป็นห้าโมงเย็น เพราะยายังไม่มา ได้โทรไปแจ้งแล้วแต่ไม่มีคนรับ อ้าว... ทำไมไม่โทรบอกจนกว่าจะมีคนรับ หรือโทรบอกญาติก็ได้ แล้วก็ต้องเสียเวลาเดินทางกลับ เลยบอกน้องคนเล็กว่าจะไปขายหนังสือด้วย จะไปรอที่ซีคอน เลยเดินทางไปรอน้องสาวที่ห้าง เดินเลือกหนังสือที่ออกใหม่ ไปดูการ์ตูนโคนันเล่มใหม่ยังไม่ออก จนน้องสาวคนเล็กเดินทางมาถึง ขายหนังสือได้ 1000 บาท มีตั้งค์กินข้าวแล้วก็เลยไปกินจุ่มแซบฮัทกัน แล้วกลับมานอนคอยเวลาไปโรงพยาบาล ห้าโมงเย็นไปอีกที ได้นอนโรงพยาบาล ไปคนเดียวเช่นเคย เพราะอยากให้น้องเค้าพักผ่อน เราไปได้ คืนนั้นคุณมานอนเป็นเพื่อน เพราะได้นอนห้องคู่ แต่อีกเตียงว่าง กลัว คุณมาประมาณสามทุ่ม เราโครตจะงอนเลย ก็มันเงียบ ไม่มาสักที เราก็กลัว คุณมาง้อสักพัก เราก็หลับ เพราะง่วงเต็มที่แล้ว ตีห้าครึ่งคุณกลับมาอาบน้ำเพื่อไปทำงาน แล้วคุณก็เข้ามาหอมแก้มก่อนไปทำงานเหมือนทุกครั้ง บอกว่าตอนเย็นถ้าเลิกเร็วจะมารับกลับ แต่ก็ไม่ได้ให้คุณมารับ เพราะขึ้นแทกซี่กลับเอง ไม่มีอาการอะไรมากนัก กลับไปนอนคอนโดอีก1 คืน ยังไม่กลับโคราช เพราะว่าจะไปทำธุระก่อนจะกลับโคราช คืนนั้นเริ่มมีอาการเหนื่อย เพลีย อยากนอนตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่มีอะไรมาก จนวันรุ่งขึ้นเริ่มเหมือนมีไข้ หนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดตามตัวนิดหน่อย วันพุธเลยเดินทางกลับโคราช วันที่สองที่มาถึงโคราช แทบเดินไมได้เลย ปวดมากกก ปวดทั้งตัว อยากแต่จะนอน ยิ่งกินยาแก้คันที่หมอให้มา นอนทั้งวันจนแทบไม่ได้ทำอะไร เข็มนี้หนักมาก หนักกว่าทุกเข็มที่ได้รับมา แต่ก็ยังกินข้าวได้ เพียงแค่ไม่หิว แต่ถ้ากินก็กินได้ปกติ ยังลุกขึ้นไปใส่บาตรได้ปกติ แบบฝืน ๆ แต่ก็อยากไป แล้วกลับมานอนต่อ วันนี้วันที่ 4 แล้วก็ยังปวดอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งสัปดาห์ เป็นอยู่อย่างนี้จนเข้าสัปดาห์ที่สอง เริ่มดีขึ้น ไม่ปวดตัวแล้ว หยุดกินยาแล้ว ถ่ายได้ปกติแล้วโดยไม่ต้องกินยาระบาย มีอาการปวดหัวบ้างนิดหน่อย ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรนิดหน่อยให้เหนื่อย ได้เหงื่อ บางทีก็ไปถอนหญ้าที่หน้าบ้าน ที่แปลงปลูกดอกไม่ พรวนดินต้นไม่ที่ปลูกดาวเรืองไว้ กวาดใบไม้ร่วงใต้ต้นชมพู่ ก็มาอาบน้ำก็ดีขึ้น เคยนอน แล้วไม่ดีขึ้น เหมือนจะหนักกว่าเดิม ก็เลยไม่นอน เหนื่อยหน่อยก็ทนได้ คุณโทรมาถามทุกวัน ไม่เคยทิ้งให้เหงา หรือรู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไป โทรมาถามอาการ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำอะไรบ้าง กินอะไรบ้าง บอกคิดถึง เราก็บอกคิดถึงมากกว่า ปกติคุณจะไม่บอกอะไรอย่างนี้ ฉันก็จะไม่เคยบอก หรือพูดว่ารัก หรือคิดถึง บ่อยนัก แต่ตอนนี้ ทุกครั้งที่มีโอกาส ที่คุยกัน จะบอกคุณเสมอว่า คิดถึงคุณนะ รักคุณนะ คุณก็จะตอบกลับมากว่า รู้แล้วจ๊ะ คิดถึงเหมือนกัน แต่ไม่เคยบอกว่ารักนะ แต่แค่นี้ก็ดีใจแล้ว ขอบคุณมาก ๆ แล้ว ที่ยังไม่ทิ้งกันไป ตอนนี้ ขอบคุณค่ะ

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ให้ยาเคมี (คีโม) เข็มที่สอง

คุณหมอนภดลนัดวันที่ 28 เมษายน 2555 เวลาบ่ายสามโมงห้านาที แต่คุณหมอมาประมาณสี่โมงครึ่ง เช่นเคย ยังคงความล่าช้าได้เสมอต้นเสมอปลาย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบอกว่าเราจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ เราเห็นตัวเลขจากที่เราเอารายงานไปศูนย์มะเร็ง เหลือประมาณ 1800 หน่วย ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ เราก็เลยกลับมาบำรุง กินข้าวเยอะขึ้น กินน้ำผักผลไม่ที่ปั่นกินเอง พอไปตรวจเลือด ก็สวดภาวนา ให้ผ่าน จะได้เริ่มให้คีโมเข็มที่สอง พอได้พบคุณหมอ ปรากฏว่าผลเลือดกลับมาเป็นปกติแล้ว เราก็คิดว่าคงเป็นเพราะน้ำผักผลไม้ปั่นที่ได้สูตรมาจากน้องผู้หวังดี ส่งอีเมลมาให้ ก็เลยทำตาม แต่คุณหมอบอกว่าไม่เกี่ยวหรอก อาหารที่จะทำให้เลือดดีขึ้นคือพวกโปรตีน เนื้อสัตว์ ไม่ใช้ผักผลไม่ปั่น ยังบอกอีกว่ากินเยอะไม่ดีนะ เพราะจะทำให้ท้องเสียได้ง่าย เราก็ฟัง แต่ก็ยังจะกินต่อไป หลังจากออกจากห้องคุณหมอ พยาบาลก็มาบอกว่า คุณหมอนัดให้ Admid เลยวันนี้ เราก็เตรียมพร้อมอยู่แล้วเอากระเป๋าโดราเอม่อนมาด้วย มีทุกอย่างในนี้อยู่แล้ว ก็อยู่ห้องตามสิทธิ์ คือห้องพิเศษเตียงคู่ ไปนอนก็มีคนนอนอยู่ก่อนแล้ว ค่อยยังชั่วมีเพื่อน เลยโทรบอกน้องคนเล็กว่า วันนี้ไม่ต้องมานอนเป็นเพื่อนก็ได้ มีเพื่อนอยู่แล้ว เพราะน้องเค้าก็ยังงานไมเสร็จ ให้เค้าพักผ่อนเราช่วยเหลือตัวเองได้ โทรบอกคุณว่า วันนี้หมอนัด Admid แล้วนะ คุณก็บอกว่าใครจะไปอยู่เป็นเพื่อนไหม เราบอกอยู่คนเดียว แต่มีเพื่อนอยู่อีกเตียง คุณบอกว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อน สองทุ่มจะไปหา เราก็บอกน้องคนเล็กว่า คุณจะมาอยู่เป็นเพื่อน สองทุ่มคุณก็มา ถามว่ากินอะไรหรือยัง เรากินแล้ว ก็เลยให้คุณลงไปหาอะไรกินข้างล่าง เช้าคุณก็กลับไปเดรียมตัวทำงาน ตอนห้าโมงเย็นคุณโทรมาว่าเสร็จหรือยัง ยังติดงานอยู่เลย ไม่ได้ไปรับ เราได้ให้ยาตอนบ่ายสองของวันที่ 29 เมษายน กว่าจะจบก็คงจะหกโมงเย็น ซึ่งก็จริงๆ ด้วย เรากลับเองได้ ไม่ได้มีอาการอะไร น้องคนเล็กมารับเพราะเค้าก็ไปหาหมออีกโรงพยาบาล คุณพยาบาลเบิกที่ติดพุงมาให้ตั้ง 5 ชุด ใจดีจังเลย จะได้ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม เปลืองงบ คุณหมอนัดอีกที่ 19 พฤษภาคม ให้ยาเข็มที่สาม แต่ก็ต้องดูผลเลือดก่อน เราจะพยายามกินให้ได้เลือดให้ดี จะได้เป็นไปตามแผนการรักษา ตามระยะเวลาที่กำหนด อยากให้จบไปเร็ว ๆ ตอนเย็นกลับมานอนบ้าน ผมร่วงเยอะมากกกก จนหัวโล้นไปเลย จึงให้น้องคนเล็กตัดให้สั้นที่สุดจนเหลือแต่ตอ แล้วค่อยใส่วิกเวลาออกจากบ้าน เวลาอยู่บ้านก็ปล่อยโล่ง คุณเห็นก็ไม่ว่าอะไร ไม่ล้อ บอกให้โกนเลยจะได้สบายหัว ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็ขึ้นสวยกว่าเดิมอีก พอใส่วิกให้ดู คุณบอกว่าเชื่อแล้วว่า ไก่งานเพราะขน คนงามเพราะแต่ง อยากจะชกจริง ๆ เพราะเราไม่แต่งก็งามอยู่แล้ว 555 เช้าวันที่ 30 เราก็ตื่นตีสี่ครึ่งไม่มีอาการอะไร เลยดินทางกลับโคราชเลย ขึ้นรถตู้เที่ยวหกโมงเช้า ถึงปักธงชัย สี่โมงเช้า รวดเร็วดีจัง แล้วก็มานอนพักอยู่บ้าน เริ่มมีอาการชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า และท้องผูก กินข้าวได้น้อยลง ไม่หิว แต่ไม่ถึงกับเบื่ออาหารยังกินได้ แต่อิ่มเร็ว ไม่อยากกินอะไรต่ออีก มีแต่อาการเพลีย อยากนอนพัก และอีกอาการที่ไม่เคยเป็นแต่คราวนี้เป็นคือ เวลาฉี่ก็ฉี่ได้ปกติ แต่พอตอนจะจบจะปวดเหมือนปวดกระเพราะปัสสาวะอักเสบ ต้อนท้าย ๆ หรือเพราะพิษยา เพราะเราไม่ค่อยได้ฉี่ อยู่บนรถตู้ 4 ชั่วโมงไม่ได้ฉี่เลย หกโมงเย็นแล้ว เดี๋ยวจะอาบน้ำแล้วนอนเลย เพราะเหมือนร่างกายอยากพักผ่อน จะกินยาระบายสักสองเม็ด ช่วยอาการท้องผูกลงบ้าง ยังไม่ปวดเลยยังไม่กินยาแก้ปวด ดูพรุ่งนี้ว่าอาการจะเป็นยังไง แล้วจะมาล่าต่อ

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

เริ่มต้นการให้เคมีบำบัด (คีโม) เข็มที่หนึ่ง

25 มีนาคม คุณหมอลักษณา นัดให้ไปพบกับคุณหมอเคเณตร์ ที่เป็นคนผ่าตัดและเชี่ยวชาญด้านมะเร็ง เพื่อทำการนัดทำคีโมต่อไป พอพบคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่า จะต้องทำการให้คีโม 6 เข็ม และให้สูตร์ยาคีโมตัวที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนไข้มากนัก แต่แน่นอนผมจะร่วง ปวดเมื่อยตามร่างกาย คลื่นใส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย แต่ก็จะมียาช่วยหากเป็นเยอะ แล้วก็บอกว่า ขณะให้ยา เม็ดเลือดขาวจะลดลง ต้องไม่อยู่ในที่ ๆ คนเยอะๆ เช่นห้างสรรพสินค้า เพราะช่วงให้ยาเราจะอ่อนแอมาก ง่ายต่อการติดเชื้อ แล้วก็นัดหมายให้มาเจอกับคุณหมอนภดล ซึ่งเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญทางการการให้เคมีโดยเฉพาะให้อีก 1 สัปดาห์ต่อมา พร้อมตรวจเลือด
วันที่ 7 เมษายน ก็มาพบคุณหมอนภดล รอนานมาก ตั้งแต่ บ่ายสองโมงกว่าจะได้พบ 4 โมงเย็นเข้าไปแล้ว พอเข้าไปพบ คุณหมอกลับบอกว่าไม่ทราบเรื่อง ว่าคุณหมอคเณตร์สั่งยาตัวไหนไว้ กี่เข็ม เราก็บอกว่าคุณหมอบอกสูตรยาให้แล้ว และบอกว่าจะต้องให้หกเข็ม แต่ระยะห่างแต่ละเข็มให้มาถามคุณหมอนภดลเอง เค้าก็บอกให้เราออกมาข้างนอกก่อนขอต่อสายคุยกับคุณหมอคเณตร์กอ่น จากนั้นก็เรียกเราเข้าไปไหม่ แล้วบอกว่า ตกลงกันได้แล้ว จริงๆ คุณหมอคเณตร์บอกและเขียนไว้แล้วในประวัติการรักษา แต่คุณหมอนภดลมองไม่เห็น พอเราถามว่าจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ก็บอกแค่ว่า จะมีชาตามมือตามเท้านะ เราก็ถามว่าจะปวดตัวปวดกระดูกไหม ก็บอกว่า “ก็มีนะ แล้วแต่คน” เราไม่ค่อยประทับใจการรักษาของคุณหมอท่านนี้เท่าไหร่ ดูรีบ ๆ ไม่ค่อยใส่ใจคนไข้ มาสายทุกครั้ง แต่เข้าไปในห้องพบหมอไม่ถึง 5 นาที ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ถามว่าวันนี้จะได้ให้ยาเลยไหม ก็ตอบว่าให้มาถามพบายาล เดี๋ยวเค้าจะนัดหมายอีกที เราถามเยอะจำไม่ได้ถามอะไรมั่ง เราคุณหมอไม่มองหน้าเราเลย ก้มหน้ากุ้มตาเขียนอะไรบางอย่างในประวัติการรักษา เราก็เลยเงียบ จึงเงยหน้ามาถามเราว่า กลัวไหม ถ้าเครียดจะให้ยาคลายเครียด เราแบบว่าอิ้งเลย เรากลายเป็นคนเครียดในสายตาหมอ ที่จริงเราไม่ได้กลัว แต่เราไม่ได้คำตอบที่เราถามไปก็เลยถามเยอะ เพราะเราไม่รู้ เราไม่เคยเป็นมะเร็ง เราอยากรู้ไว้ หากมีอะไรที่มากกว่าที่หมอบอกว่า มันเหมือนผิดปกติ จะได้มาพบหมอหากมีอะไรที่ไม่ปกติขึ้นมา จนมานั่งรอนัดหมายก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ให้ยาวันไหน แล้วพยาบาลก็เดินมาบอกว่า คุณหมอนัด Admid จะนอนวันนี้เลยไหม มียาพร้อมแล้ว เราก็บอกว่าตกลง วันนี้เลยก็ได้ เพราะเราอยากให้ยาเร็ว ๆ จะได้รู้กันไปเลย จบการรักษาไปซะที แล้วสักพักก็มีพยาบาลมาบอกว่า เตียงคนไข้ยังไม่ว่าง แต่มีแจ้งไว้ว่าจะมี 1 เตียงออกวันนี้ประมาณ 2 ทุ่ม แต่เป็นเตียงห้องพิเศษคู่ คนไข้ต้องจ่ายเพิ่ม 1700 บาท ตอนนั้นประมาณ 5 โมงเย็น กว่าจะสองทุ่มเราจะไปอยู่ไหน จะกลับบ้านแล้วกลับมาอีกก็เสียเวลา เลยบอกไปว่างั้นพรุ่งนี้มาได้ไหม เพราะไม่แน่ใจว่าหากเตียงนั้นไม่ออก เราก็รอเก้อ เค้าก็ออกใบนัดให้ พรุ่งนี้ 5 โมงเย็น เราก็มาตามนัด ก็นึกว่าจะให้ยาเลย พรุ่งนี้เช้าออกจากโรงพยาบาล หากไม่เป็นอะไรมาก จะได้กลับโคราชทันก่อนสงกรานต์ เพราะเรากลัวคนเยอะ รถเยอะ ไม่สะดวกเดินทางจริง ๆ กลายเป็นว่ายังไม่ให้ยา นอนเฉย ๆ รอจนวันรุ่งขึ้นวันที่ 9 รอจนเที่ยงก็ไม่มีใครมาบอกว่ารออะไร จนเดินไปถาม เค้ายอกว่ารอยา เภสัชยังไม่จ่ายยาให้ อ้าว.. แล้วเมื่อวานบอกมียาพร้อม แล้วทำไมวันนี้ไม่จ่ายยา รอจนเที่ยงครึ่งพยาบาลเดินมาบอกว่า ได้ยาแล้ว รอบ่ายโมงค่อยเริ่มให้ ตอนนี้ให้น้ำเกลือ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาแก้แพ้ ไปก่อน จนบ่ายโมงมาเดินยาคีโม มี 2 ขวด 1 ขวด 500 ซีซี เหมือนกระปุกน้ำเกลือต้องให้ 3 ฃั่วโมง แต่อีก 1 ขวดเล็ก ให้แค่ครึ่งชั่วโมง แต่เขาเข้าจริงๆ กว่าจะจบก็ 6 โมงเย็น จึงหมด เราก็ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้ อาการไม่มีอะไรเลย มีอ่อนเพลียนิดหน่อย ไม่วิงเวียนหรืออะไร ก็เลยนอนตื่นขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ เลยเดินทางกลับโคราชวันรุ่งขึ้นตอนตีห้าของวันที่ 10 รถไมเยอะ มาถึงโคราชสองวันก็ไม่เป็นอะไรมาก พอเย็นวันที่สามของการให้คีโม เริ่มปวดเมื่อยตามร่างกาย เช้าวันที่ 4 ปวดมาก ปวดในกระดูก ท้องผูก เป็นไข้ หนาว และอยากแต่จะนอนอย่างเดียว ในที่สุดก็วันนี้หลังจากตื่นตีห้าไปช่วยแม่ที่บ้านแม่ ไปใส่บาตรกลับมา นอนทั้งวัน มีไข้ช่วงเช้า เป็นแบบนี้อยู่ 2 วันหนัก ๆ วันที่สามค่อยเบาบางลงแต่มีอาการท้องผูกอยู่ ชาตามมือตามเท้าหนักขึ้นจนหยิบจับอะไรก็เจ็บไปหมด เรากินยาระบายไป 4 เม็ดกลีบมาถ่ายปกติ กินยาแก้ปวดทุกวัน สัปดาห์ที่สองเริ่มดีขึ้นไม่ปวดมาก นิดหน่อย ท้องไม่ผูก แต่ยังชาตามมือตามเท้าอยู่ แล้วเราก็เข้ากรุงเทพฯ ไปตรวจเลือดตามหมอนัด และไปเจอหมอที่ศูนย์มะเร็งกรุงเทพฯ อีก ทางคุณหมอดูแผล ดูผลเลือด บอกว่าม็ดเลือดขาวต่ำมาก แนะนำว่าให้หมอทางคีโมฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ แต่พอมาบอกคุณหมอนภดล กลายเป็นว่า มันไม่ถูกต้อง มันหลอกตัวเองให้กลับมากินเยอะๆ เราก็ถามไปว่าต้องกินอะไรบ้าง เพื่อกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เค้าบอกว่า “กินข้าว” ก็กินอยู่ทุกวัน กินเยอะด้วย แต่ที่ถามคือเราต้องการรู้ว่าอะไรจะได้กินอันนั้นเพื่อช่วยเม็ดเลือดขาว ทำไมตอบแบบนั้น เราอารมณ์เสียกับหมอคนนี้หลายครั้งแล้ว ทุกครั้งจะมาสายมาก นัดคนไข้ 3 โมงเย็น ไม่เคยสักครั้งที่จะมาก่อน หรือมาตรงเวลา คนไข้รอนานคิวยาวเป็นหางว่าว พอเข้ามาตรวจการรักษาจริงๆ คนละไม่ถึง 5 นาที เราก็เลยแวะไปซื้อผักผลไม้มาเพื่อปั่นดื่มกินแทนน้ำ เผื่อจะช่วยได้ สัปดาห์ที่สามนี้ ผมร่วงเยอะมาก แค่เอามือลูบไปก็หลุดร่วงเป็นกำมือ หวีผมทีผมแทบหมอหัว กังวลมาก รับไม่ได้ที่จะหัวโล้น แต่ก็ซื้อวิกมาแล้ว พรุ่งนี้วันที่ 28 เมษา จะต้องเข้ากรุงเทพเพื่อพบหมอคนนี้อีกครั้งว่าเลือดจะผ่านหรือไม่ จะให้ยาเข็มที่สองได้เลยหรือเปล่า ภาวนาให้ได้ตามกำหนด เพราะเราก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้า น้ำหนักก็ขึ้นมา 3 กิโลแล้ว นอนก็หลับ ก็ไม่รู้จะทำยังไงอีกแล้ว กำลังใจอาทิตย์นี้เริ่มถดถอย อากาศร้อน แม่หงุดหงิดจนบางครั้งทะเลาะกับหลานรัก ก็มาลงและหาเรื่องที่เรา จนเราร้องให้มา 2 วันแล้ว ไม่อยากเป็นภาระแม่ แต่ที่บ้านก็ไม่มีครัว ยังไม่ได้ต่อเติมครัว ไม่มีเครื่องครัวที่จะทำกินเอง ก็ต้องไปกินข้าวบ้านแม่ แล้วกลับมาอยู่บ้านตัวเอง แต่ก็ไม่สบายใจที่มีเรื่องเคืองใจกับแม่ เราก็ไม่ได้ทำตัวเป็นภาระอะไรมากทุกอย่างช่วยตัวเองได้หมด ก็แค่อาศัยไปกินข้าวด้วย กับข้าวเราไปใส่บาตรปากซอย เราก็ซื้อมากินเองบ้าง วันไหนมีตลาดนัดเราก็ไปซื้อมาไว้ ไข่ซื้อมาเป็นแผง ผลไม้ซื้อมาปั่นกินเอง กินข้าวก็ล้างจาน ถูบ้านให้ เราว่าเราไม่ได้เป็นภาระให้ใครมากมายนะ แต่เราก็ไม่สบายใจอยู่ดีที่มาอาศัยแม่แบบนี้ คนคุ้นเคยโทรมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบบ้าง เพื่อน ๆ ที่ทำงาน บ้าง พอมีกำลังใจต่อสู้ต่อไป คุณโทรมาหาทุกวัน ถามว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง กินอะไรบ้าง มีอาการอะไรไหม พอเห็นเรากังวลเรื่องผมร่วง คุณบอกว่าช่างมันเถอะ ให้มันร่วงไป ไม่ต้องห่วงสวย เพราะยังไงพี่ก็รักเหมือนเดิม แค่นี้เราก็น้ำตาไหล เค้าจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหน เราจะอยู่ได้นานแค่ไหน เค้าจะเสียเวลากับเราไปเฉย ๆ หรือเปล่า

การใส่แร่ ฝังสายแร่

คุณหมอเอกชัยบอกว่า ต้องมีการใส่แร่อีก 4 ครั้ง การใส่แร่คือการฉายรังสีชนิดหนึ่ง แต่เป็นการฉายรังสีชนิดที่ตรงจุด บริเวณที่ต้องการ อย่างเราเป็นที่มดลูก ได้ทำการตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว คุณหมอบอกว่าก็จะใส่เครื่องมือไปแค่ในช่องคลอด ฉายรังสีเฉพาะตรงจุดที่ตัดจากมดลูกออก ฆ่าและยับรั้งการเจริญเติบโตมะเร็งจะลามลงมาปากมดลูก ช่องคลอด เรากลัวมาก ตื่นเต้นมาก ถามหมอว่าเจ็บมากไหม เพราะเรายังไม่มีครอบครัว ยังไม่มีแฟน ช่องคลอดเราไม่ได้ใช้งานอะไร เรากลัวมาก ทุกครั้งที่จะไปใส่แร่ก็ต้องตรวจเลือดก่อนเสมอ หากผลเลือดต่ำ คุณหมอก็จะยังไม่ทำการใส่แร่ให้ แต่เราไม่มีปัญหา เลือดผ่านตลอด เมื่อถึงเวลานัด พยาบาลนัดเข้าห้องเพื่อทำความสะอาดช่องคลอด และเตรียมขึ้นขาหยั่งรอคุณหมอมาใส่เครื่องมือ โดยคุณหมอจะทำการใส่สายปัสสาวะสวนเข้าไปก่อน สวนสด เจ็บมาก คุณหมอให้กินยาแก้ปวดก่อนเลยสองเม็ด เห็นเราเจ็บเลยสงสาร จากนั้นเอาเครื่องมือแพทย์เหมือนที่ตรวจภายใน คล้ายๆ กันนะ แต่ไม่เหมือนทีเดียว ใส่เข้าไป เราเจ็บมากกกกก เจ็บที่สุดจนน้ำตาไหล คุณหมอบอกเสร็จแล้ว นิดเดียว จากนั้นพยาบาลก็มาทำการล็อคเครื่องมือให้แน่น ไม่ให้ขยับกันการกระเทือน แล้วทำการเอกซ์เรย์ ถ่ายภาพ จากนั้นก็เข็นเยาเข้าไปในห้องฉายแร่ เราเจ็บและปวดตุ๊บๆ ที่ช่องคลอดตลอดเวลา นอนรอในห้องแร่ประมาณ 10 นาที พยาบาลก็เข้ามาเดิมน้ำเข้าไปใสสายปัสสาวะ เราถามว่าเติมทำไม เค้าบอกเพื่อให้กระเพราะปัสสาวะลอยตัว ไม่เสียดสีกับอวัยวะอื่น จะได้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด พอเติมเข้าไป เราก็มีอาการปวดปัสสาวะทันที เค้าก็ทิ้งให้เราอยู่ในห้อง แล้วเริ่มเดิมเครื่องฉายแร่เข้าไป ประมาณ 10 นาทีจึงจบ เรารู้สึกไปเองหรือเปล่าระหว่างนั้น ร้อนมาก ทั้งที่ห้องก็เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เมื่อจบ พยาบาลก็มาเอาเครื่องมือแพทย์ออก พร้อมสายปัสสาวะ เราค่อยดีขึ้น ก็ยังเจ็บอยู่แต่ไม่มากเหมือนตอนแรก ต้องเตรียมผ้าอนามัยไปด้วย เพราะมีเลือดซึมออกมา จากนั้นก็กลีบบ้านได้ แล้วคุณหมอก็นัดอีกอาทิตย์ต่อมา พร้อมผลเลือดเหมือนเดิม ทำแบบนี้จนครบ 4 ครั้ง 1เดือนพอดี กว่าจะจบขั้นตอนนี้ เราเจ็บที่สุด เจ็บทุกครั้ง ทุกวันนี้ยังสยองกับการใส่แร่อยู่เลย แต่คุณหมอบอกว่า เราโชคดีแล้วที่ตัดมดลูก หากยังมีมดลูกอยู่ ก็ต้องใส่เครื่องมือลงไปในมดลูก เครื่องเครื่องมือถ่างมดลูกออกมา แล้วใช้ผ้ากลอสซับผนังมดลูกไว้ จึงจะฉายแสงได้ เจ็บกว่านี้หลายเท่า แต่เราแค่ในช่องคลอด ก็เจ็บเจียรตายแล้ว

เริ่มต้นด้วยการฉายแสง ฉายรังษี

หลังจากผ่าตัดผ่านพ้นไป สองสัปดาห์ คุณหมอลักษณาก็ทำเรื่องส่งตัวให้ไปฉายแสงที่ศูนย์มะเร็งกรุงเทพ ซอยอารีย์ 1 วันแรกที่ไป พ่อมาจากบ้านไปเป็นเพื่อน มีน้อง ๆ ไปกันหมดเลย พ่อเป็นห่วง ว่าจะเดินทางลำบากไหม จะไปยังไง เพราะว่ามันอยู่ไกลจากที่พักมาพอสมควร เดินทางโดยรถสองแถวออกจากซอยบ้าน ไปขึ้นรถไฟฟ้าแอร์พอร์ทลิงค์ที่สถานี หัวหมาก ไปลงสุดทางสถานีพญาไท แล้วต่อ BTS จากพญาไท ไปลงสถานีอารีย์ ตอนแรกไม่รู้เลยว่ามันอยู่ที่ไหนของอารีย์ ไกลแค่ไหน ลึกแค่ไหน เลยเรียกแทกซี่ไป ปรากฏว่าเข้ามาในซอยประมาณ 500 เมตรเอง โอเคเดินทางสบาย เดินเข้ามาเองได้ ถ้าไม่ไหวก็ขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ หมอนัดสามโมงเช้า แต่ปรากฏว่าหมอมาเกือบเที่ยง รอแล้วรอเล่า จนหงุดหงิด ในที่สุดก็ได้พบหมอ ชื่อคุณหมอเอกชัย คุณหมอให้ทำการฉายแสง 25 ครั้ง อาทิตย์ละ 5 ครั้งหยุดแสงสองวันคือ พฤหัส – ศุกร์ เริ่มวันนี้ก็ได้ฉายแสงเลย ตื่นเต้นมาก เพราะไม่รู้จะเจ็บปวดหรือเปล่า แสงจะเป็นยังไง พอถึงคิว เค้าเรียกไปห้องขีดเส้น หาบริเวณที่จะฉายแสง แล้วก็พาลงมารอคิวฉายแสง เค้าให้นอนอยู่บนแท่นฉายแสง เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ตัวใหญ่ ๆ เหมือนเราจะเข้า CT Scan เปิดตรงบริเวณที่จะฉาย ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย สัปดาห์แรก ไม่มีอาการอะไรมาก ปกติแทบทุกอย่าง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สอง ทองเสียทุกวัน แผลที่ลำไส้ที่เอามาไว้หน้าท้อง มีเลือดซึมออกมา สัปดาห์ที่สามมีแผลที่ก้น ประมาณเม็ดผื่นคัน แล้วแตกเป็นแผล ต้องไปโรงพยาบาลเอายามากิน ทา จึงหาย มีอาการปัสสาวะบ่อยมาก ทุกชั่วโมง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีปัสสาวะเล็ดเหมือนออกไม่หมด จนครบ 25 ครั้งอาการเริ่มทุเลาลง ทุกวันเสาร์จะต้องพบหมอก่อนจะฉายในอาทิตย์ต่อไป เพื่อดูอาการ ผลข้างเคียง แต่ผลเลือดทุกครั้งก่อนทำการฉายแสงในอาทิตย์ต่อมา บางคนบริเวณที่ฉายแสงจะดำ มีอาการแสบร้อน มีแผลหนอง หรือผิวหนังแข็งบริเวณที่ฉาย แต่เราโชคดี ไม่เป็นอะไรมาก มีแผลก็นิดหน่อย กินยาทายา ก็หาย จากนั้นหมอก็นัดให้มาใส่แร่อีก 4 ครั้ง

เมื่อฉันเป็นมะเร็ง เยื่อบุโพรงมดลูก

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาเป็นโรคที่ใครเป็นแล้วมักจะไม่รอด. ฉันมีเวลาอยู่บนโลกใบนี้น้อยลงกว่าที่คิดแล้ว ในวันที่ไม่สบายมาก ๆ แล้วไปหาหมอมาหลายโรงพยาบาลจนได้รู้ว่า เจอก้อนเนื้อที่มดลูก แล้วคุณหมอบอกว่า คาดว่าจะเป็นเนื้อร้าย เพราะดูจากลักษณะก้อนเนื้อ จากอาการที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ทุกอย่างหยุดนิ่ง หยุดหมุน สมองไม่วิ่ง เหมือนโลกหยุดนิ่งอยู่แค่ฉันคนเดียว ทำไม ทำไม ก็ในเมื่อเราก็ตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกปี ไปหาหมอประจำไม่ได้ประมาท แต่ก็มาเจอจนได้ ในระยะที่หนักหนาสาหัสมาก ก้อนเนื้อใหญ่ประมาณ 12 ซม.อยู่ใกล้กับรังไข่ และสำไส้ใหญ่ ฉันต้องทำการผ่าตัดด่วน โชคดีที่ได้คุณหมอที่มีจรรยาบรรณของแพทย์สูงมาก ให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไร มันเป็นที่ตัดได้ รักษาได้ หลังจากนอนโรงพยาบาลอยู่ 4 วัน ระหว่างรอผลของน้ำที่นำไปตรวจ และรอผลจากห้องแลป 12 มกราคม 2555 ก็ต้องเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งคุณหมอบอกว่า เป็นเคสผ่าตัดใหญ่มาก ไม่เอาแผลสวย เอาชีวิตไว้ก่อน บายสามโมงเย็นฉันโดนเข็นไปห้องผ่าตัด ในใจกลัวมาก กลัวไม่ฟื้นกลับมาเห็นหน้าพ่อแม่อีก แต่ภายนอกคงไม่มีใครรู้ว่าฉันกลัวขนาดไหน เพราะฉันยังพูดคุยกับผู้คนจนนาทีสุดท้ายก่อนออกจากตียงคนไข้ เข้าไปในห้องผาตัด ก็โดนบล็อกหลัง เหมือนไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ร่างกาย เจ็บจี๊ด สะดุ้งไป แล้วก็ชาไปหมดในช่วงล่าง หมอจัดท่าทางยังไงก็รู้สึกหมด สักพักเค้าก็เอายามาให้ดม แล้วก็มีอาการหายใจขัด ฉันพยายามจะยื้อลมหายใจสุดท้าย แต่ก็ไม่สามารถทำได้ แล้วฉันก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย
สามทุ่มมีความรู้สึกว่ามีคนเรียกชื่อ แต่ไม่สามารถลืมตาได้ รู้สึก ได้ยิน ได้ยินเสียงพ่อ เสียงน้องสาวคนเล็ก น้องคนรอง เสียงคุณ แต่ความรู้สึกตอนนั้นฉันหนาวมาก หนาวที่สุดที่เคยหนาวมา เลยพูดออกไปว่า หนาว แล้วก็รู้สึกว่ามีผ้าห่มมาห่มเพิ่มให้ ได้ยินเสียงพ่อบอกว่าจะกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาหาใหม่ แล้วพยาบาลก็บอกว่าให้นอนหลับไปเลยนะ แต่ฉันมีอาการคลื่นใส้ แล้วก็อาเจียนออกมา 2 ครั้ง เจ็บแผลมาก พยาบาลเอาผ้ามาเช็ดให้ ฉันนอนอยู่ใน ICU อยู่สองคืน สองวัน คุณหมอมาบอกว่า เป็นการผ่าตัดใหญ่มาก ใช้หมอถึง 4 คนในการผ่าตัดครั้งนี้ เนื่องจากก้อนเนื้อที่คิดว่าตอนแรกคือมะเร็งรังไข่ แต่จริง ๆ คือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ที่ออกมาโตข้างนอกโพรงมดลูก ใหญ่ขนาด 12 ซม. แล้วไปทับกับลำไส้ใหญ่ เกาะแน่นจนคุณหมอต้องทำการเลาะก้อนเนื้อออกจากลำไส้ แต่เนื่องจากมีแผลที่ลำไส้ คุณหมอกลัวเชื้อมะเร็งจะไม่หมดจึงตัดสินใจตัดลำไส้ส่วนที่ก้อนเนื้อทับออกและเอาสำไส้มาไว้ที่หน้าท้องก่อน จนกว่าจะรักษาจนปลอดเชื้อจึงค่อยมาว่ากันเรื่องเอากลับไปไว้ที่เดิม แล้วฉันก็ได้ออกมาอยู่ห้องปกติ ฉันรอดตายแล้ว เพื่อน ๆ พี่ๆ ที่ทำงานไปเยี่ยมกันไม่หยุด เยอะมาก ขอบคุณมากมาย เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดจริงๆ เวลาเราไม่สบายแล้วมีคนไปเยี่ยม กระเช้าดอกไม้ ตระกล้าของเยี่ยมเยอะเต็มไปหมด แต่ก็ยังกินอะไรไม่ได้ น้ำหนักฉันลดลงจากก่อนที่จะผ่าตัด 10 กิโลกรัม ก่อนหน้านั้นน้ำหนักก็ลดอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันผอมลงรวม ๆ 20 กิโลได้ เป็นภาพลักษณ์ใหม่ของฉันเลยก็ว่าได้ ฉันต้องอยู่โรงพยาบาลรวมทั้งหมดตั้งแต่ผ่าตัดจนเดินได้ 7 วัน ผิดคาดมาก เพราะฉันคิดว่าฉันคงจะนอนโรงพยาบาลนานมากแน่ ๆ เพราะแผลใหญ่ พ่ออยู่ด้วย 3 คืน ก็ให้พ่อกลับบ้าน เพราะเป็นห่วงแม่ แม่ก็ไม่สบ ายอยู่ด้วย ต้องมาอยู่กับหลานแค่สองคน อดเป็นห่วงไม่ได้ และฉันก็ดีขึ้นทุกวัน จนเริ่มเดินได้แล้ว น้อง ๆ ผลัดกันไปนอนเผ้า
แล้วฉันก็ได้ออกจากโรงพยาบาล ดีใจมาก ๆ เพราะเบื่อและกังวลไปหมดเวลาอยู่โรงพยาบาล กังวลกลัวมันจะกลับมาอีก กลัวรักษาไปแล้วไม่ดีขึ้น มันเหนื่อย มันท้อ พอได้ออกจากโรงพยาบาลเหมือนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ เหมือนเป็นคนปกติ ที่ไม่ต้องเป็นภาระใครอีก อาการฉันดีขึ้นตามลำดับ ดำเนินชีวิตปกติ ฉันได้รับข่าวดีจากบริษัทฯ ว่า อนุญาตให้หยุดงานรักษาตัวได้ 6 เดือน และยังให้เงินเดือนเหมือนเดิมตลอดระยะเวลาที่หยุด ฉันดีใจมาก ๆ เพราะก่อนหน้านั้นฉันกังวลเรื่องนี้ตลอด ถ้าไม่สบาย ทำงานไม่ได้ แล้วจะมีเงินที่ไหนรักษาตัวและใช้ชีวิต ต้องไปเป็นภาระพ่อแม่ และน้อง ๆ ซึ่งไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ฉันกลัวตลอดเวลา ที่จะเป็นผู้หญิงที่ทำอะไรไม่ได้ เป็นภาระคนอื่น ครอบครัวไม่มีใคร ตัวคนเดียว มันช่างเดียวดายอะไรเช่นนี้ พอได้รับข่าวดีนี้ รู้สึกขอบคุณบริษัทฯ ขอบคุณผู้บริหาร ที่กรุณา สงสาร รอให้รักษาตัวจนหายแล้วกลับไปทำงานได้ ก็ยังพอมองเห็นอนาคตว่าฉันจะสู้ต่อไป

มีบทความดี ๆ มาฝาก

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบ
พันธุ์สตรีไทย ผู้คนชอบนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก ที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1 โรคนี้ถ้ามาพบ
แพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง ดังนั้นมาทำความรู้จักโรคนี้กันดีกว่าค่ะ

มดลูกคืออะไร?

มดลูกเป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายชมพู่คว่ำอยู่เชื่อต่อด้านบนขอช่องคลอด เป็นที่ให้ทารกฝังตัว
และเจริญเติบโต เยื่อบุโพรงมดลูก คือ ผิงด้านในของมดลูกซึ่งในวัยเจริญพันธุ์ จะหนาตัวขึ้นทุก
เดือนเพื่อรับการฝังตัวของ ตัวอ่อน (ทารก) หากเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์เยื่อบุโพรงมดลูกจะ
สลายตัว ออกมาเป็นประจำเดือน (ระดู)

ส่วนปากมดลูกคือส่วนล่างสุดของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด ปีกมดลูกก็คือ รังไข่และท่อนำ
ไข่ ที่อยู่ 2 ข้างเชื่อมต่อกับโพรงมดลูก

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกพบบ่อยแค่ไหน?

ในประเทศไทย พบบ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โดยพบประมาณ 3 คน/
แสนราย/ปี ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1

ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบ
ตะวันตกมากขึ้นทุกที จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?

มะเร็งชนิดนี้เติบโตได้โดยการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน ดังนั้นภาวะใดก็
ตามที่ทำให้มีฮอร์โมนเหล่านี้มากผิดปกติก็จะทำให้เสี่ยงต่อ การเป็นมะเร็งชนิดนี้ด้วย ได้แก่
1.การได้รับฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีได้ 2 กรณีด้วยกัน
1.1 ฮอร์โมนวัยทอง ฮอร์โมน วัยทองมีหลายชนิดและหลายส่วนประกอบ บางชนิด
(เอสโตรเจนอย่างเดียวไม่มีโปรเจสโตเจน) สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้มาก บางชนิด
(เอสโตรเจนที่มีโปรเจสโตเจนร่วมด้วย) ก็ไม่ทำให้เป็นโรคนี้ ดังนั้นผู้ที่รับประทานฮอร์
โมนวัยทองควรปรึกษาแพทย์ก่อน และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์
1.2 สมุนไพร ยา สมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น กวาวเครือ และอีก
หลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้ การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้
เลือดระดูออกผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
2.ความอ้วนในชั้นไขมันของคนเราเป็นที่สะสมของเอสโตรเจน ดังนั้นยิ่งอ้วนมากยิ่งมีความ
เสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น
3.ยารักษามะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด บางรายแพทย์แนะนำให้รับประ
ทานยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (ทามอกซิเฟน) ซึ่งยานี้มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตร
เจนจึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิด ปกติได้ จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่าง
ใกล้ชิด
4.ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นมากๆ อาจมีสิว
ผิวมัน ขนดกร่วมด้วยกลุ่มนี้มีเอสโตรเจนสูงเช่นกัน
5.โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมีโอกาสกลาย
เป็นมะเร็งได้

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ได้แก่
1.เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
2.ประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรง เป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่าเพิ่งตกใจนะคะ เพราะการมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น
มะเร็งแต่จะได้เฝ้าระวัง ดูแลและรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ

ป้องกันได้ไหม?

พบว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนั้น
ยังช่วยกันการเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย

มีอาการอย่างไร?

โชคดีมาที่โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่เนิ่นๆ นั่นคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด เนื่องจากมะเร็ง
ชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควร
รีบมาพบแพทย์

ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกระปริดกระ
ปรอย หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน โดย
เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น อย่าลืมว่ายิ่งพบแต่ระยะแรกโอกาสหายยิ่งสูง มีอาการ
ผิดปกติอย่านิ่งนอนใจนะคะ ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว อาจมีอาการของมดลูกโตขึ้น ปวดท้อง
น้อย คลำได้ก้อนในท้องน้อย มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือกดทวารหนัก
ทำให้อุจจาระลำบากได้ค่ะ

วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา (ส่องกล้องย้อม
เซลล์ดู) ซึ่งมักต้องขูดมดลูกให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ

ในผู้ทีเคยมีบุตรแล้ว การขูดมดลูกทำได้โดยฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มัก
วางยาสลบให้ไม่เจ็บ สามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก

ฟังแล้วอย่าเพิ่งกลัวนะคะ เมื่อมีอาการผิดปกติ คุณหมอตรวจแล้วจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากดู
แล้วไม่ค่อยเหมือนมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ก็คงไม่ต้องขูดมดลูกค่ะ

รักษาอย่างไร?

ทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งได้แก่ การตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่) ออก
ร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้องและสุ่มตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ

การผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก กล่าวคือ มี
มะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก ไม่มีการ
กระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา ไม่จำเป็นต้องได้รับ
การรักษาอย่างอื่นเพิ่มเติมผลการรักษาดีมาก

หากพบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง หลังผ่าตัดจำเป็น
ต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) ร่วมด้วย โดยรังสีแพทย์จะพิจารณาฉายแสดงภายนอกหรือใส่
แร่ที่ช่องคลอด หรือทั้งสองวิธี แล้วแต่กรณี

ในกลุ่มที่มีการกระจายของโรคไปไกลๆ เช่น ช่องท้องด้านบน ตับ ปอด อาจต้องให้เคมีบำบัด
ร่วมด้วย ซึ่งผลการรักษาไม่ดี

สรุป

โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีข้อดีคือ มักมีอาการเตือนแต่แรกเริ่ม กล่าวคือมีเลือดออกผิดปกติ
ทางช่องคลอด ดังนั้นการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติจะช่วยให้รักษาได้แต่เนิ่นๆ โดย
ผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โอกาสหายสูง

ข้อมูลจากบทความสาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"น้ำท่วม ปักธงชัย"

ไม่ใช่เรื่องฮิต เลยมาพูดถึง
แต่มนต์เป็นหนึ่งในผู้ประสพภัยน้ำท่วมในครั้งนี้
อยากจะเล่าความสำบาก ที่ได้พบเจอมา ทุกอย่างคือเรื่องจริง ไม่ได้แต่งเติมอะไร
เช้ามืดวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม มนต์ตั้งใจจะกลับบ้านต่างจังหวัด
เพราะคุณแม่ไม่สบาย เลยจะกลับไปเยี่ยม และจะพาไปหาหมอ
ก็บอกแม่ว่า พรุ่งนี้จะกลับบ้าน
ก็ไม่มีอะไร แม่ก็บอกว่าฝนตกตลอดวันมา 2 วันติดต่อกันแล้ว
กลัวน้ำออกจากตลิ่งจังเลย
ประมาณ 5 โมงเช้า แม่โทรมาบอกว่า อย่ากลับทางเดิมที่เคยกลับนะ น้ำท่วมแล้ว
กำลังมา ถ้ามาทางเดิม มาไม่ได้แน่ ๆ
ให้ไปลงที่ถนนด้านทางเข้าเขื่อนมูลบน
รถไปส่งถึงบ้านไม่ได้ เพราะกระแสน้ำเชี่ยวมาก ถนนหน้าปากซอยเข้าบ้าน
ไม่มีรถยนต์คันไหน เข้าออกได้ ระดับน้ำที่หน้าถนนถึงเอว และแรงมาก
มนต์เข้าไปเองกับน้องสาวไปไม่ได้
พ่อให้พวกน้อง ๆ อาสาสมัครหมู่บ้าน ช่วยกันพยุงเข้ามาในบ้าน
ทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า 2 ใบ นมของน้องแป๊ะซะ และอื่น ๆ ที่ซื้อมา
เข้ามากันอย่างทุลักทุเล จับมือกันมา เพราะกลัวน้ำพัดพาไป ระยะทางประมาณ 500 เหมือนไกลมาก
พอถึงบ้านแม่ โชคดีมากที่บ้านแม่ได้ทำการดีดตัวบ้านให้สูง และถมที่ให้สูงไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว
น้ำจึงไม่ได้เข้าไปในตัวบ้าน แต่รอบ ๆ บ้าน และห้องครัว เข้าถึงนิดหน่อย
ตัวบ้านมนต์เอง น้ำไม่ได้เข้าตัวบ้านเช่นกัน แต่สนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่เหลือ
เย็นวันนี้ น้ำปะปาไม่ไหล แต่ไฟฟ้ายังมีอยู่

เช้าวันที่สอง กระแสน้ำสูงกว่าเดิมนิดหน่อย ไม่ลดลง
ชาวบ้านในซอย เริ่มจูงกันออกมา เพื่อหาซื้ออาหารแห้ง เพราะไม่มีอะไรทำกินกันแล้ว
บ้านชั้นเดียวไม่มีที่หุงหาอาหาร ไฟฟ้าดับ น้ำปะปาไม่ไหล
ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทาง อบต และทางราชการแต่อย่างใด
ที่ทำได้ คือใครพอมีอาหารตุนไว้ ก็ช่วยเหลือกันไป แม่มีปลากระป๋องอยู่ไม่ถึง 4 กระป๋อง แบ่งไปบ้านละกระป๋อง
ใครมีข้าวสาร มีแก๊ส หุงข้าวแบ่งปันกันไป วันนี้สัญญาโทรศัพท์ของทรูมูฟ ใช้การไม่ได้ ไม่มีสัญญาณเลย


วันที่สาม ระดับน้ำลดลง กระแสน้ำไม่เชี่ยวแรงเหมือนแรก ๆ คนเริ่มกล้าที่จะเดินออกหาอาหารกันได้
แต่ร้านขายของชำในระแวกนั้น ก็คือ ขายหมดแล้วหมดเลย ไม่มีมาเพิ่มเติม เพราะ ไปหาซื้อมาไม่ได้
ที่ตัวอำเภอปักธงชัยเอง ก็ท่วม ไม่มีใครขายของได้
วันนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก อบต.สะแกราช ได้ถุงยังชีพ มาครอบครัวละ 1 ถุง
ประกอบไปด้วย น้ำมันพืชโอลีนขวดครึ่งลิตร 1 ขวด มาม่าหมูสับ 4 ห่อ ปลากระป๋องซีเลค 4 กระป๋อง ข้าวสาร 2 กิโลกรัม ยาแก้ปวดไข้ 10 เม็ด ด้วยความสัตย์จริง ถ้าไม่มีเตาแก๊ส จะเอาอะไรหุงข้าว กินได้แต่มาม่าดิบและปลากระป๋องเท่านั้น
ซึ่งจะต้องเดินลุยน้ำจากบ้านไปปากซอย ที่ที่น้ำไม่ท่วมถึง เพื่อรับของชวยเหลือ
ประมาณว่า ถ้าใครไปได้ ก็ได้กิน ถ้าไครออกไปรับไม่ได้ ก็อด
ช้าวบ้านออกมาหาจับปลา ตามความสามรถของตัวเอง เพื่อมาเป็นอาหารประทังชีวิต ผักไม่ต้องถามหา
เพราะพื้นที่ปลูกกลายเป็นทะเลไปหมดแล้ว

วันที่ 4 น้ำลดลงมาก สามารถเดินได้ไม่เป็นอันตราย ไฟฟ้าใช้ได้แล้ว แต่ะกระแสไฟอ่อนมาก
น้ำปะปา ไม่ไหลเช่นเคย ความข่วยเหลือยังไม่มีอะไรมาอีกเลยนอกจากถุงยังชีพถุงนั้น
โชคดีที่บ้านแม่ ซื้ออาหารตุนไว้บ้าง โชคดีที่พ่อจับปลาเก่ง โชคดีที่มีแก๊สอยู่ที่บ้าน ไม่โดยพัดไปตามน้ำ
แต่เห็นความเดือนร้อนของเพื่อนบ้านบางคน สภาพย่ำแย่มาก ที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มั่นคงอยู่แล้ว โดนน้ำไปครั้งนี้
แทบไม่เหลืออะไรเลย

วันที่ 5 น้ำลดลงแล้ว ผิวถนนเดินได้ปกติ รถเข้าออกได้ปกติ
สภาพหลังน้ำท่วม ที่ต้องเยียวยากันอีกเยอะ แต่จนวันนี้ มนต์จะต้องเดินทางกล้บมาทำงานที่กรุงเทพฯ
ความช่วยเหลื่อจากหน่วยงานรัฐ หรือ ที่อื่นใดที่เห็นว่า รับบริจาค ยังไม่ไปถึงคนประสพภัยจริง ๆ เลย
ถ้ามาหลังจากนี้ ความเดือนร้อนผ่านมาแล้ว แต่สถาพจิตใจ ยังคงห่อเหียวกันเต็มที่

แม่ไปหาหมอไม่ได้ โรงพยาบาลน้ำท่วม ถนนใช้ได้เส้นเดียว รถติดมาก
ไร่นา ข้าว สวน เสียหายหมด 100%


วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

ร้อนนัก ต้องพักร้อน 2

ไม่น่าเชื่อ ผ่านมาอีก 1 ปี เร็วเหมือนโกหก
ปีที่แล้ว พักร้อนสงกรานต์ ยังมีโอกาสได้สร้างหัวข้อไว้อ่านเล่น ๆ แล้วก็กลับมาได้อ่านจริง ๆ
แต่ปีนี้ ร้อนนนนนมาก ร้อนกว่าปีที่แล้ว ร้อนจนทำอะไรไม่ถูก
แม่บอกว่า ไม่เคยร้อนขนาดนี้มาก่อนเลย ปีนี้อากาศร้อนมาก

หนึ่งปีผ่านไป อะไร ๆ เปลี่ยนแปลงไปเยอะ
ที่ไม่เปลี่ยนคือ มนต์ยังคงทำงานที่เดิม ดูหนังเกาหลี เหมือนเดิม
ทำสกรีน เหมือนเดิม
กลับบ้านปีนี้ ... ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเลย ไม่ได้นอนอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลัง
ไม่ได้ดูซีรีย์อย่างสบายใจ เพราะเค้าคนนี้
"แป๊ะซะ"






ไม่ใช่ลูกชายนะคะ แค่หลานค่ะ
หลานคนแรก เห่อกันพอสมควร ตามใจกันตามอัตภาพ
แต่เพราะความซน ความดื้อของเด็กชาย "แป๊ะซะ"
ทำให้ไม่ีมีเวลาไปเที่ยวไหน หรือไปทำอะไร
สรุปหยุดสงกรานต์ 1 อาทิตย์ เลี้ยงแป๊ะซะ เตลอดเลยค่ะ